แอร์โดนน้ำท่วมต้องทำอย่างไร? สิ่งที่ควรทำทันทีหลังน้ำลด 

เมื่อเกิดน้ำท่วม แอร์เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสี่ยงเสียหายมากที่สุด โดยเฉพาะ คอยล์ร้อน (Outdoor Unit) ที่ติดตั้งบริเวณพื้นหรือรั้วบ้าน รวมถึง คอยล์เย็น (Indoor Unit) ในบ้านที่อาจได้รับผลกระทบจากความชื้น ความอับ หรือระบบไฟฟ้าที่ไม่เสถียรหลังน้ำลด หากดูแลผิดวิธีอาจทำให้เกิดไฟชอร์ต แผงวงจรเสีย หรือแอร์พังทั้งระบบได้

1. ตัดไฟแอร์ทันที แม้น้ำจะลดแล้วก็ตาม

หลังน้ำลด หลายบ้านคิดว่าเปิดแอร์ได้เลย ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก

ควรทำดังนี้:

  • ปิดเบรกเกอร์แอร์ทุกตัว

  • ปิดคัทเอาท์ และปลั๊กที่เกี่ยวกับระบบแอร์

  • ห้ามเปิดแอร์ก่อนตรวจสอบระบบไฟอย่างละเอียด

เหตุผล: น้ำหรือความชื้นในอุปกรณ์ไฟฟ้าอาจทำให้เกิดไฟดูด ไฟชอร์ต หรือทำให้แผงวงจรเสียอย่างถาวร


2. ตรวจระดับน้ำที่ท่วมว่าท่วมถึงส่วนไหนของแอร์

การประเมินความสูงของน้ำช่วยให้รู้ว่าชิ้นส่วนใดเสี่ยงเสียหาย
สิ่งที่ต้องตรวจ:

  • น้ำท่วมถึง “คอยล์ร้อน” หรือไม่

  • น้ำเข้าบริเวณวงจรไฟฟ้า แผง PCB หรือเปล่า

  • น้ำขังภายในห้องจนส่งผลต่อ “คอยล์เย็น” หรือไม่

ยิ่งท่วมสูงเท่าไร ความเสี่ยงต่อแผงวงจรและมอเตอร์พัดลมยิ่งสูง


3. ห้ามเปิดแอร์จนกว่าจะมั่นใจว่าทุกส่วนแห้งสนิท

ความชื้นเป็นศัตรูตัวร้ายของแอร์ โดยเฉพาะ:

  • มอเตอร์พัดลม

  • แผงวงจร (PCB)

  • คอยล์ร้อน (ขดลวดและคอมเพรสเซอร์)

ควรทำดังนี้:

  • ใช้ลมเป่า (หรือไดร์ลมอุณหภูมิต่ำ) เป่าความชื้นออก

  • เปิดบ้านโล่ง ๆ ให้ลมผ่าน

  • หากน้ำเข้าลึก ควรให้ช่างถอดอุปกรณ์เพื่อตากให้แห้ง

ห้ามใช้ลมร้อนจัดเป่าที่แผงวงจร เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายได้


4. ตรวจความเสียหายเบื้องต้นด้วยสายตา

สิ่งที่ควรตรวจดูด้วยตัวเอง:

  • มีคราบน้ำ คราบโคลน ตะกอนเกาะอยู่หรือไม่

  • น็อตหรือฐานเครื่องเริ่มขึ้นสนิม

  • ใบพัดหรือมอเตอร์ขยับผิดปกติ

  • ท่อน้ำทิ้งอุดตันจากดิน โคลน หรือเศษขยะ

  • กลิ่นอับในห้องที่อาจเกิดจากความชื้นสะสมในคอยล์เย็น

หากพบสิ่งผิดปกติ ต้องให้ช่างเข้าดูทันที


5. ล้างทำความสะอาดทั้งคอยล์ร้อนและคอยล์เย็น

การล้างแอร์หลังน้ำท่วมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะภายในเครื่องอาจมี:

  • โคลน

  • ตะกอน

  • เศษขยะละเอียด

  • เชื้อรา และความชื้นสะสม

แนะนำให้ล้างแบบ Deep Clean โดยช่าง เพื่อทำความสะอาดระบบภายในทั้งหมด ทั้ง:

  • แผงคอยล์

  • ถาดน้ำ

  • ท่อน้ำทิ้ง

  • ใบพัด

  • ฟิลเตอร์

  • ตัวเครื่องภายนอก

การล้างช่วยป้องกันกลิ่นอับ เชื้อรา และความเสียหายในระยะยาว


6. ให้ช่างตรวจสอบระบบไฟฟ้าและแผงวงจรอย่างละเอียด

เพราะน้ำท่วมมักทำให้เกิดปัญหา:

  • แผงวงจรไหม้

  • มอเตอร์พัดลมมีความชื้น

  • คอมเพรสเซอร์ช็อต

  • สายไฟเสียหาย

ช่างจะตรวจ:

  • การต่อสายไฟ

  • ค่าไฟฟ้าและกระแส

  • ความต้านทานของมอเตอร์

  • การช็อตในวงจรไฟ

ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ไม่ควรข้ามเด็ดขาด


7. ตรวจระบบน้ำยาแอร์

หลังน้ำท่วม อาจเกิดปัญหา:

  • ท่อน้ำยาแอร์รั่วจากแรงกระแทก

  • ข้อต่อมีสนิมหรือหลวม

  • คอยล์ร้อนเสียหายจนทำให้ระบบรั่ว

หากน้ำยารั่ว อาจทำให้แอร์ไม่เย็น หรือทำงานหนักจนคอมเพรสเซอร์พัง
ควรให้ช่างเช็ก “ความดันน้ำยา” ทุกครั้งหลังน้ำท่วม


8. อย่าเปิดใช้งานจนกว่าช่างจะอนุญาต

แม้ทุกอย่างจะดู “ปกติ” จากภายนอก แต่ภายในอาจมีน้ำหรือความชื้นตกค้าง
ช่างจะประเมินว่า:

  • เปิดใช้งานได้หรือไม่

  • ต้องทำความสะอาดเพิ่มหรือไม่

  • ควรซ่อม/เปลี่ยนอุปกรณ์ใดบ้างก่อนใช้งาน

การเปิดใช้ก่อนเวลาอาจทำให้เครื่องพังเร็วและเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น


9. วิธีป้องกันไม่ให้แอร์เสียซ้ำเมื่อเกิดน้ำท่วมในอนาคต

เพื่อป้องกันการเสียหายแบบเดิม ควรทำดังนี้:

  • ยกฐานคอยล์ร้อนให้สูงขึ้นจากพื้น

  • ติดตั้งคอยล์ร้อนบนผนังให้พ้นระดับน้ำ

  • ติดตั้งกันสาดหรือโครงเหล็ก

  • หุ้มแผงวงจรด้วยกล่องกันน้ำมาตรฐาน

  • วางระบบไฟให้ยกสูงขึ้น

หากอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำ ควรเลือกแอร์ที่มีระบบป้องกันน้ำเข้าวงจร


สรุป แอร์โดนน้ำท่วม ต้องทำตาม 6 สิ่งสำคัญนี้

  1. ปิดระบบไฟทั้งหมด

  2. ตรวจระดับน้ำที่ท่วมว่าเข้าเครื่องส่วนใด

  3. ห้ามเปิดแอร์ก่อนตรวจสอบ

  4. ทำให้เครื่องแห้งสนิท

  5. ล้างแอร์และกำจัดเศษตะกอน

  6. ให้ช่างตรวจระบบไฟและน้ำยาแอร์ก่อนใช้งาน

การทำตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยลดความเสียหาย ป้องกันไฟฟ้าช็อต และยืดอายุการใช้งานของแอร์หลังน้ำท่วมได้อย่างมาก
เลือกแอร์คุณภาพเลือกเรา พีพีแอร์.com